สภาฯ ถกตั้ง กมธ. ศึกษาผลกระทบ “กัญชา-ใบกระท่อม” พัฒนาเป็นพืชเศรษฐกิจ

Facebooktwitterredditpinterestlinkedinmail

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วน ขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้และตรวจสอบผลกระทบของการใช้กัญชาในรูปแบบต่างๆ ในประเทศไทย ที่นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.กทม.พรรคอนาคตใหม่ เป็นผู้เสนอ พร้อมกับให้นำญัตติอื่นๆ ที่มีเนื้อหาเดียวกันรวม 6 ญัตติ มาพิจารณาไปพร้อมๆกัน

โดยนายเท่าพิภพ อภิปรายว่า ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่จะปลดล็อก เพื่อใช้ประโยชน์จากกัญชา ซึ่งทั่วโลกที่ทำธุรกิจกัญชา มีผลสำรวจเมื่อปี 2017 พบว่าทำมูลค่าสูงถึง 6 ล้านล้านบาทต่อปี ตนเชื่อว่าหากการปลดล็อกกัญชาเกิดขึ้น อาจทำให้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ตามการวางแผนว่าจะใช้ประโยชน์เพื่อทางการแพทย์ หรือเพื่อสันทนาการ

“หากมีการส่งเสริมให้เป็นพืชเศรษฐกิจ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องให้ความรู้กับเกษตรกรด้วย ทั้งนี้ตนสนับสนุนให้รัฐออกแบบและกลไกมาควบคุมกัญชา โดยพิจารณาโมเดลของต่างประเทศ และขอให้การพิจารณาปลดล็อกกัญชาเพื่อประชาชนทุกคน ไม่ใช่เฉพาะนายทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น”

นายเท่าพิภพ กล่าวต่อว่า การใช้ประโยชน์ทางแพทย์ ทั้งกัญชาและกัญชงซึ่งรัฐบาลเตรียมผลักดันนั้น ตนสงสัยว่าจะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริงหรือไม่ ส่วนการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ เช่น สูบ เหมือนที่ต่างประเทศดำเนินการนั้นต้องพิจารณาโมเดลที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย เช่น บางประเทศอนุญาตให้ใช้ และสกัดเพื่อเป็นวัตถุดิบประกอบการทำอาหาร หรือขนม หรือเพื่อการท่องเที่ยว

“หากในอนาคตประเทศต้องการพัฒนาพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยว ควรจัดโซนนิ่งเพื่อสันทนาการ เช่น จ.หนองคาย จ.เลย หรือจ.นครพนม เพื่อพักผ่อน และทำให้ถูกต้อง เพื่อรัฐจะได้ประโยชน์จากการจัดเก็บภาษี และได้รับประโยชน์จากการลดจำนวนนักโทษในเรือนจำกว่า 5,000 คนที่รับโทษเพราะมีกัญชาในครอบครอง” นายเท่าพิภพกล่าว

ขณะที่นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ฐานะผู้เสนอญัตติให้สภาฯ ตั้งกมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางแก้ปัญหาเรื่องใบกระท่อมอย่างเป็นระบบ อภิปรายว่า ปัจจุบันพบว่าประชาชนใช้ใบกระท่อมเป็นจำนวนมาก เพื่อสร้างความสดชื่นและความตื่นตัว หลายคนบริโภคแล้วเห็นว่ามีประโยชน์จริงๆ ทำให้ขยัน ชูกำลัง แก้โรคเบาหวาน แก้โรคกระเพาะ แก้ไอ ถือเป็นพืชที่มีประโยชน์

นายเทพไท กล่าวต่อว่า แนวทางที่ควรพิจารณาคือ การลดความเดือดร้อนของประชาชน ที่ถูกตำรวจจับเพราะครอบครองใบกระท่อม จำนวน 5-10 ใบ ต้องเสียค่าปรับ 10,000 บาท ทั้งนี้ชาวบ้านที่ถูกจับเป็นบุคคลที่หาเช้ากินค่ำ ดังนั้นกมธ. ที่จะตั้งขึ้นควรพิจารณาประเด็นดังกล่าวเพื่อลดผลกระทบกับประชาชน หากแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ก็เป็นเรื่องที่ดีมาก และควรการแก้ไขปัญหาพืชใบกระท่อมอย่างเป็นระบบ การปลดล็อกพืชใบกระท่อมให้ออกจากบัญชียาเสพติดประเภท 5 และพัฒนาให้เป็นพืชส่งออก

จากนั้นนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ชี้แจงว่า ขอบคุณสมาชิกที่ให้ความสนใจเรื่องการปลดล็อกใบกระท่อม โดยเฉพาะนายเทพไท ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับที่กระทรวงยุติธรรมกำลังดำเนินการ เพราะเราได้เสนอเรื่องการปลดล็อกใบกระท่อมเข้าครม.ไปแล้ว ส่วนเรื่องข้อจำกัดที่มีอยู่รวมถึงเรื่องประกาศข้อห้ามที่เป็นตัวกฎหมาย ที่เกี่ยวกับกระทรวงอื่นๆ อาทิ ประกาศบางฉบับของกระทรวงสาธารณสุขเรื่องยาเสพติดให้โทษนั้น

ล่าสุดได้หารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุขแล้ว ซึ่งนายอนุทินมีแนวโน้มเห็นด้วย ดังนั้นยืนยันว่าขอให้สบายใจได้ เพราะหลังจากนายอนุทินเดินทางกลับมาจากภารกิจที่ต่างประเทศ ทั้งสองกระทรวง จะทำเอ็มโอ ในการศึกษาและปลดล็อกใบกระท่อมแน่นอนในวันที่ 27 ธ.ค.นี้ ทั้งนี้ในเวทีโลกอาทิ ยูเอ็น ก็ไม่ได้ประกาศว่าใบกระท่อมเป็นยาเสพติด อีกทั้งองค์การอนามัยโลก ยังระบุว่า ใบกระท่อมเป็นยาที่บางประเทศใช้รักษาคนติดฝิ่น เช่น ในประเทศฟินด์เเลนด์ ตนจึงขอขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุน และยืนยันว่าจะเร่งรัดให้ถูกต้องรวดเร็ว และเหมาะสมที่สุด

แหล่งที่มา : https://www.khaosod.co.th/

Facebooktwitterredditpinterestlinkedinmail

About เจมส์ แอดมินเว็บ

View all posts by เจมส์ แอดมินเว็บ →

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *