ตำราลึกลับที่สุดในโลก กับการไขปริศนาครั้งล่าสุด

Facebooktwittergoogle_plusredditpinterestlinkedinmail

ถ้าจะมีหนังสือหรือตำราสักเล่มที่ทำให้นักวิชาการทั่วโลกต้องยกมือขึ้นมาเกาหัวด้วยความงุนงงกับอักขระและภาษาที่ใช้แล้วล่ะก็ คงจะหนีไม่พ้น “ตำราวอยนิช” (Voynich Manuscript) เป็นแน่แท้ เพราะทั้งอักษรที่ไม่คล้ายคลึงกับภาษาใดๆและภาพวาดในหนังสือก็ยากที่จะตีความไม่แพ้กัน จึงเป็นหนึ่งในปริศนาสำคัญของโลกยุคกลางที่นักภาษาศาสตร์และนักวิชาการพยายามถอดรหัสมากว่าร้อยปีก็ยังไม่มีใครสามารถทำความเข้าใจได้เลย

ล่าสุด เมื่อพฤษภาคม ค.ศ.2019 ข่าวว่านักวิจัยด้านภาษาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบริสตอลของสหราชอาณาจักรนามว่า “ดร.เจอราร์ด เชสเชียร์” (Dr.Gerard Cheshire) ได้ตีพิมพ์ผลงานวิชาการชื่อ “The Language and Writing System of MS408 (Voynich) Explained” หลังจากทำการศึกษาตำราวอยนิชไปได้เพียงแค่ประมาณ 2 สัปดาห์เท่านั้น ผลงานชิ้นนี้ช่วยไขปริศนาเกี่ยวกับภาษาที่ใช้ในตำราวอยนิช อีกทั้งยังเสนอ “คำแปล” ของเนื้อหาเอาไว้ด้วย!!

ก่อนอื่น คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนขอพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับตำราเล่มนี้กันก่อนเพื่อความเข้าใจแจ่มแจ้ง

ปฐมบทแห่งตำราของวอยนิชเริ่มต้นขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1912 เมื่อพ่อค้าหนังสือชาวโปแลนด์-อเมริกันชื่อ “วิลฟริด มิเชล วอยนิช” (Wilfrid Michael Voynich) ค้นพบตำราลึกลับเล่มนี้จากกองเอกสารโบราณมหาศาลในวิลลา มอนดรากอน (Villa Mondragone) เมืองฟรัสกาตี ใกล้กับกรุงโรม ตำราลึกลับนี้ได้ชื่อเรียกว่า “ตำราของวอยนิช” ตามชื่อของผู้ค้นพบตำราลึกลับเล่มนี้มีความหนาราว 240 หน้า ปัจจุบันเก็บรักษาเอาไว้ในห้องสมุดตำราหายากเบเน็ค (Beinecke Rare Book Library) ของมหาวิทยาลัยเยล ตัวเล่มทำจากกระดาษที่ผลิตจากหนังลูกวัว ในเล่มมีภาพของสรรพสิ่งที่ยากต่อการตีความและตัวอักษรลึกลับที่ไม่สามารถระบุได้ว่าตรงกับอักษรของภาษาชนิดใดกันแน่ ทำให้มีความพยายามจะไขปริศนาตำราเล่มนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ในช่วงแรกนักวิชาการพยายามไขปริศนาตำราเล่มนี้จาก “ภาพวาด” ลึกลับที่ปรากฏในหนังสือ มีการเสนอว่าตำราของวอยนิชน่าจะแบ่งออกเป็น 5 ส่วนใหญ่ๆ ส่วนที่หนึ่งแสดงภาพของพืชนานาชนิดกว่า 130 หน้า จึงได้รับการตั้งชื่อว่า “ส่วนพฤกษศาสตร์” ส่วนที่สองมีทั้งหมด 26 หน้าแสดงภาพที่ดูคล้ายดวงดาว จึงได้รับการตั้งชื่อว่า “ส่วนดาราศาสตร์” สำหรับส่วนที่สามมีเพียง 4 หน้า แต่มีภาพเรียงรายอยู่ถึง 28 ภาพเลยทีเดียว ภาพที่ปรากฏในส่วนนี้แสดงให้เห็นสตรีเปลือยในบ่อบรรจุน้ำสีเขียวกับท่อทางที่ดูพิสดารเป็นอย่างยิ่ง นักวิชาการเรียกขานส่วนนี้ว่า “ส่วนชีววิทยา” ส่วนที่สี่มี 34 หน้า เต็มไปด้วยภาพที่ดูคล้ายรากของต้นไม้หรือสมุนไพรบางชนิด จึงถูกเรียกขานว่า “ส่วนเภสัชศาสตร์” สำหรับส่วนที่ห้าซึ่งเป็นส่วนสุดท้าย มีเพียงแค่ตัวอักษรลึกลับที่เขียนโดยไม่มีเครื่องหมายวรรคตอนใดๆ แถมยังไร้ซึ่งภาพประกอบ รวมทั้งสิ้น 24 หน้า และมีความเป็นไปได้ที่ผู้เขียนตำราวอยนิชจะมีสองคน เพราะลายมือในหนังสือนั้นแตกต่างเป็นสองรูปแบบอย่างชัดเจน

นับตั้งแต่การค้นพบเป็นต้นมา มีสมมติฐานเกี่ยวกับตำราวอยนิชมากมายนับไม่ถ้วน ตั้งแต่เอกสารนี้เขียนขึ้นมาเพื่อสื่อความหมายในเชิงเวทมนตร์หรือการเล่นแร่แปรธาตุอันซับซ้อน หรือไม่มันก็อาจจะถูกเขียนแบบเข้ารหัส ไปจนถึงแนวคิดที่เสนอว่าตำราของวอยนิชเป็น “ของเก๊” ที่ถูกทำขึ้นมาเพื่อสร้างมูลค่าให้กับนักสะสมในยุคกลางก็เท่านั้นเอง

แต่เมื่อนักภาษาศาสตร์วิเคราะห์ตำราของวอยนิชในเชิงภาษาแล้วกลับพบว่ามันมีความสอดคล้องกับกฎสถิติทางภาษา เช่น ความถี่ของการปรากฏของคำต่างๆในเนื้อหาเป็นอย่างดี ถ้าตำราของวอยนิชเป็นเพียงแค่หนังสือที่เขียนขึ้นมาแบบ “ตามใจฉัน” ก็ไม่ควรที่จะบังเอิญมีความสอดคล้องกับกฎสถิติในเชิงภาษาเช่นนี้ จึงน่าจะเป็นของแท้เสียมากกว่าครับ

คำถามต่อมาก็คือมันถูกเขียนด้วยภาษาอะไรกันแน่และภาพลึกลับชวนพิศวงที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้จะหมายความถึงสิ่งใดกัน

ก่อนที่ ดร.เจอราร์ดจะตีพิมพ์การค้นพบของเขานั้น ทีมวิจัยจากประเทศแคนาดาเคยสร้างระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเขียนโปรแกรมให้มีอัลกอริทึม (Algorithm) ในการถอดรหัสภาษาลึกลับในตำราของวอยนิชขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ด้วยการสอนให้โปรแกรมรู้จักกับภาษาที่แตกต่างกันถึง 380 ภาษา จนสรุปได้ว่าภาษาที่ถูกเขียนในตำราของวอยนิชนั้นคล้ายคลึงกับภาษา “ฮีบรู” โดยระบบปัญญาประดิษฐ์สามารถถอดความออกมาได้ประโยคหนึ่งว่า “เธอให้คำแนะนำกับนักบวช, บุรุษแห่งบ้านของข้าและคนอื่นๆ” แต่อ่านแล้วก็รู้สึกพิลึกพิลั่นอยู่ไม่น้อยเลยล่ะครับ

มาดูสมมติฐานล่าสุดจาก ดร.เจอราร์ดกันบ้างดีกว่าครับ ดร.เจอราร์ดเสนอว่าภาษาที่ใช้ในตำราของวอยนิชนั้นไม่ใช่ “ฮีบรู” อย่างที่ระบบปัญญาประดิษฐ์เสนอมา แต่เป็นภาษาในกลุ่ม “โรมานซ์โบราณ” (Proto-Romance) อันเป็นต้นธารของภาษาสเปน, โปรตุเกส, ฝรั่งเศส, อิตาลี, โรมาเนียน, คาตาลันและกาลิเซียนในปัจจุบันต่างหากเล่า!!

หนึ่งในผลการค้นหา “ความแท้” ของตำราวอยนิชก็คือผลการตรวจอายุด้วยวิธีคาร์บอนกัมมันตรังสี (C-14) ที่ได้ผลลัพธ์ว่าหนังสือเล่มนี้มีอายุอยู่ในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1404 ถึงปี ค.ศ.1438 จากช่วงอายุที่ว่านี้ ดร.เจอราร์ดจึงตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับตำราวอยนิชเอาไว้ดังนี้ครับ

หลังจากที่ ดร.เจอราร์ดตั้งสมมติฐานว่าตำราวอยนิชเขียนด้วยภาษาในกลุ่ม “โรมานซ์โบราณ” เขาก็พยายามเทียบอักษรและแปลความหมายของคำศัพท์ต่างๆในเล่มออกมา สิ่งที่เขาแปลความได้นั้นพอจะสรุปได้ว่าตำราฉบับนี้พูดถึงการใช้สมุนไพรในการรักษาโรค, การอาบน้ำชำระล้างเพื่อการรักษาโรค, องค์ความรู้ทางด้านโหราศาสตร์, ความเข้าใจเกี่ยวกับสรีระ, จิตใจและสุขภาพของสตรี ดร.เจอราร์ดยังเสนออีกว่าผู้ที่รวบรวมเนื้อหาทั้งหมดมาไว้ในตำราเล่มนี้ก็คือเหล่าแม่ชีคณะโดมินิกัน (Dominican Nun) เพื่อใช้ในการอ้างอิงในราชสำนักฝ่ายในของพระนางมาเรียแห่งคาสตีล (Maria of Castile) ซึ่งเป็นราชินีแห่งแคว้นอารากอน และนั่นหมายความว่าต้นกำเนิดของตำราวอยนิชที่ ดร.เจอราร์ดเสนอเอาไว้นั้นก็อยู่ในสมัยของพระเจ้าอัลฟองโซที่ 5 (Alfonso V) ที่ครองบัลลังก์แห่งราชอาณาจักรอารากอน ในช่วงปี ค.ศ.1416 ถึงปี ค.ศ.1458 นั่นเอง

เนื้อหาสำคัญที่ ดร.เจอราร์ดค้นพบคือ “แผนที่” ที่แสดงถึง “การผจญภัย” และภารกิจในการใช้ “เรือ” ออกช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ “ภูเขาไฟระเบิด” ในทะเลติร์เรเนียน (Tyrrhenian Sea) ทางทิศตะวันตกของประเทศอิตาลี เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในยามเย็นของวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1444 และต้นกำเนิดของตำราวอยนิชที่ ดร.เจอราร์ดเสนอเอาไว้ก็อยู่ที่ “ปราสาทอารากอน” ทางทิศตะวันออกของเกาะอิสเคีย อันเป็นที่ตั้งของสปาน้ำพุร้อนธรรมชาติจากภูเขาไฟที่ยังคงถูกใช้งานมาจนถึงทุกวันนี้

หลักฐานที่สนับสนุนเรื่องนี้ก็คือเนื้อหาในส่วน “ชีววิทยา” ที่ปรากฏภาพของ “สตรีเปลือย” ให้เห็นหลากหลายครั้ง โดยเฉพาะภาพที่สตรีเหล่านี้กำลังแช่อยู่ในบ่อบรรจุน้ำสีเขียวดูแปลกตา ดร.เจอราร์ดตีความว่านี่คือการลงไปแช่ในสปาน้ำพุร้อนธรรมชาติบนเกาะอิสเคียแห่งนี้นี่เอง ดร.เจอราร์ดยังเสนอว่าตำราวอยนิชบางภาพยังแสดงให้เห็นพระนางมาเรียแห่งคาสตีลกำลังเจรจาธุรกิจการค้าระหว่างที่กำลังแช่อยู่ในบ่อน้ำ ร้อนนี้อีกด้วย

การที่ ดร.เจอราร์ดเสนอว่าต้นกำเนิดของตำราวอยนิชมาจากเกาะอิสเคียก็ไม่ใช่การกล่าวอ้างลอยๆ เพราะสมมติฐานนี้สอดคล้องกับข้อเสนอที่ ดร.เจอราร์ดเชื่อว่าภาษาที่ใช้เขียนตำราวอยนิชคือภาษาในกลุ่ม “โรมานซ์โบราณ” ซึ่งเป็นการผสมผสานภาษาพูดของภาษาละติน (Vulgar Latin) เข้ากับภาษาอื่นโดยรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายในช่วงต้นยุคกลางหลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน นักภาษาศาสตร์ในอดีตเองก็เคยสันนิษฐานเอาไว้เหมือนกันครับว่าภาษาละตินที่เป็นภาษาพูดและภาษาในกลุ่มโรมานซ์น่าจะมีความเกี่ยวข้องกันแต่ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนมาสนับสนุน

นักภาษาศาสตร์เสนอว่าในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 นั้น ภาษาในกลุ่มอิตาลิก (Italic) เริ่มใช้งานในฐานะภาษาเขียนในดินแดนพื้นที่โดยรอบของกรุงเนเปิลส์ แต่ภาษาเขียนบนเกาะอิสเคียอันเป็นต้นกำเนิดของตำราวอยนิชนี้ยังคงล้าสมัย อันเป็นผลมาจากทั้งเรื่องของสังคม วัฒนธรรม การเมืองและศาสนาของเกาะที่แยกออกไปอย่างโดดเดี่ยว นั่นจึงทำให้ภาษาเขียนที่ใช้งานบนเกาะอิสเคียมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่คล้ายกับภาษาในกลุ่มอิตาลิกสักเท่าใดนัก และถึงแม้ว่าจะมีรูปแบบของสระที่ใกล้เคียงกันบ้างแต่ลักษณะของพยัญชนะต่างๆนั้นแตกต่างจากภาษาในกลุ่มอิตาลิกโดยสิ้นเชิง ก็เลยทำให้ตัวอักษรในตำราวอยนิชดูแปลกตาไม่เหมือนใครตามไปด้วย

ดร.เจอราร์ดสามารถเทียบอักษรในตำราของวอยนิชออกมาเป็นเสียงต่างๆได้โดยเรียงจาก a ถึง z คล้ายกับที่เราคุ้นเคยกันดีในภาษาอังกฤษ แต่อักขระบางตัวก็ไม่ได้แทนแค่อักษรเสียงเดียวแต่เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แทน “อักษรควบ” หรือสระประสมสองเสียง (Diphthong) บ้างก็สามเสียง (Triphthong) นอกจากนั้น ยังมีคำพิเศษและการใช้ตัวย่ออีกมากมายชวนให้ปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่งนัก

นอกจากคำต่างๆแล้ว ดร.เจอราร์ดยังแปลความหมายบางประโยคในหน้าที่เป็น “ส่วนพฤกษศาสตร์” ซึ่งแสดงภาพของพืชและดอกไม้ประหลาดนานาชนิดที่คาดเดาจากภาพวาดได้ยากว่าคล้ายคลึงกับพืชชนิดใด แต่จากการแปลความก็พอจะทำให้ทราบว่าพืชในภาพไม่ใช่พืชลึกลับในจินตนาการ ทว่ามันคือดอกไม้ที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในแถบนั้น เช่นในหน้าที่ 17 แสดงภาพของต้นไม้ที่มีดอกสีน้ำเงินบนยอดหนึ่งดอกและแตกกิ่งก้านออกไปเป็นดอกสีแดงสี่ดอก ดร.เจอราร์ดเสนอว่านี่คือต้น “ซี ฮอลลี่” (Mediterranean Sea Holly) โดยที่อักษรประโยคแรกในหน้าที่ 17 นี้สามารถแปลความหมายออกมาได้ว่า “ขออภัยทุกท่าน มันมีหนามที่ร้ายกาจมาก” ซึ่งเจ้าต้น“ซี ฮอลลี่” นี้ก็มีหนามด้วยเช่นกัน

อีกตัวอย่างที่ช่วยเชื่อมโยงเนื้อหาในตำราวอยนิชเข้ากับช่วงที่เกิดภูเขาไฟบริเวณทะเลติร์เรเนียนระเบิดเมื่อราวปี ค.ศ.1444 อันเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการถือกำเนิดของตำราวอยนิชด้วยก็คือภาพวาดหน้า 86 ที่ต้อง “คลี่” ออกมาเป็น 6 แผ่น ดร.เจอราร์ดเสนอว่าภาพนี้คือ “แผนที่” ที่แสดงภาพของ “ภูเขา ไฟ” และ “เกาะ” สี่แห่งในบริเวณทะเลติร์เรเนียน บริเวณมุมซ้ายล่าง (ตำแหน่ง A) คือภูเขาไฟที่ปะทุขึ้นและเป็น

ต้นธารของภารกิจเดินทางไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากภูเขาไฟระเบิด ส่วนมุมซ้ายบน (ตำแหน่ง B) คือภูเขาไฟบนเกาะอิสเคีย มุมขวาบน (ตำแหน่ง C) คือเกาะขนาดเล็กทางทิศตะวันออกของเกาะอิสเคียอันเป็นที่ตั้งของปราสาทอารากอน และมุมขวาล่าง (ตำแหน่ง D) คือเกาะลิปารีทางตอนใต้ใกล้กับภูเขาไฟ นอกจากนั้นข้อความที่เขียนกำกับเอาไว้ในภาพยังพูดถึงลาวาที่ไหลออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟอีกด้วยครับ

แต่แนวคิดทั้งหมดเป็นเพียงแค่สมมติฐานของ ดร.เจอราร์ดเท่านั้น ยังไม่ได้รับการยืนยันจากนักภาษาศาสตร์ทั่วโลกว่าถูกต้อง ก็คงต้องดูกันต่อไปยาวๆว่าจะมีนักภาษาศาสตร์ท่านใดออกมาคัดค้านอีกหรือไม่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าความพยายามของ ดร.เจอราร์ดในการ ทำความเข้าใจอักขระลึกลับที่สุดในโลกครั้งนี้ช่างน่าทึ่งเสียจริงๆ.


Facebooktwittergoogle_plusredditpinterestlinkedinmail

About นู๋เบ้น แอดมินเว็บ

View all posts by นู๋เบ้น แอดมินเว็บ →

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *